หลังจากเสร็จสิ้นชีวิตนิสิต ป.ตรี แล้ว สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจจะทำก็คือ มีเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อโดเมนเป็นของตัวเอง
เป็นเว็บไซต์ที่นอกจากจะใช้สำหรับเขียนบล็อกแล้ว ยังเล่นโน่นเล่นนี่ได้อีกสารพัด
มา ณ บัดนี้ สิ่งนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญไปพบกับบ้านใหม่ของผมได้ที่
http://www.tot-anusak.in.th
แล้วเจอกันครับ
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 2009
วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 2009
Hack อ.ธงชัย's Mind
ก่อนอื่นขอเรียนให้ทุกท่านทราบว่า การบ้านบล็อกนั้นได้สิ้นสุดไปตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น บล็อกใดๆ ที่ผมเขียนหลังจากวันนี้ ถือเป็นสิ่งที่ตัวผมอยากเขียนเป็นการส่วนตัวแล้วกันนะครับ
ออกจากหอพัก ถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ เวลา 7.00 น. เพื่อไปพบจักษุแพทย์
ติดแหง็กอยู่กับระบบการให้บริการคนไข้จำนวนมหาศาลของทางโรงพยาบาล ต้องขอบคุณระบบดังกล่าว มิฉะนั้นคงจะติดอยู่ในนั้นนานกว่าที่เป็นจริง
ออกจากโรงพยาบาลเวลา 10.00 น. ถึงห้องสัมมนาชั้น 17 เวลา 10.15 น. สวนทางกับ อ.ธงชัย และ อ. ก็ทัก โล่งอกไปครับ ผมยังมาถึงงานปาร์ตี้ไม่สายจนเกินไปนัก ได้เข้าไปรอดูชุดแรกสอบรูบิค
เริ่มจากสอบของเล่นความถนัดมือ ไล่ตั้งแต่ รูบิค ควงปากกา จักกลิง และโยโย่ แม้ว่าความตื่นเต้นจะเล่นงานผมและเพื่อนๆ หลายคนจนเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเอง แต่การโชว์ของเพื่อนๆ แต่ละคนก็ยังคงมีอะไรมาสร้างความฮือฮาได้เสมอ ฮ่าๆๆ
ถ้าให้เลือกคนที่แสดงได้ดีที่สุด และบังคับไม่ให้เลือกหลา ผมคงจะโหวตให้โยโย่ของท่านป๊อปเจไดกระมัง
ส่วนไฮไลต์ประจำวันซึ่งจัดในช่วงบ่าย นั่นคือนำเสนอพรีเซนเตชัน Pecha-Kucha
แม้อรุชจะบอกว่าสไลด์ของผมไม่เกรียน แต่ในความคิดเห็นส่วนตัว มันก็เกรียนได้ที่แล้วนะ ที่ไม่เกรียนน่าจะเป็นวิธีการพูดเสียมากกว่า เพราะตัวผมนำเสนอไม่เก่งเอง เลยแป้กไปทุกมุกที่หยอด ดังนั้นก็ลืมๆ มันไปเสียแล้วกัน (แหะๆ)
สำหรับ Pecha-Kucha ดีเด่นโดยปอ พีเนียนดำ นั้น เบื้องหลังผมกับปอก็มีการซุบซิบกันว่าตอนที่ตนพรีเซนต์ ถ้ายิงมุกอะไรไปก็ช่วยๆ กันขำหน่อยแล้วกัน จะได้มั่นใจ
แต่เอาเข้าจริง ปอพรีเซนต์ได้ฮาสุดๆ ครับ ที่เตี๊ยมๆ กันไว้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้
ส่วนสไลด์ของเพื่อนคนอื่นๆ เท่าที่ได้ฟังก็พบว่าน่าสนใจกันทุกคนครับ มีบางคนที่ผมไม่ได้ฟังเนื่องมาจากวันนี้ค่อนข้างเพลียจากการนอนน้อยและภารกิจที่โรงพยาบาล เลยแอบงีบหลับไปบ้าง ยังไงก็ขอโทษเพื่อนๆ คนที่ผมไม่ได้ตั้งใจฟังมาด้วยแล้วกัน
กิจกรรมสุดท้าย ก็เป็นการมอบรางวัล และก็เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาซึ่งชื่อหัวข้อบล็อกดังกล่าว
ผมได้รางวัลเนื่องจากสามารถเดาใจ อ.ธงชัย ได้ใกล้เคียงที่สุด ส่วนที่ว่าผมเดาไปว่าอะไรก็ลองไปค้นดูเองแล้วกันครับ
อยากจะเปิดเผยความจริงบางอย่างว่า ผมแอบเชื่อลึกๆ ว่าตัวผมเองอ่านใจ อ.ธงชัย ได้ ผมจึงพยายามพิสูจน์ความเชื่อนี้ผ่านทางการบ้านชิ้นดังกล่าว
แต่ทว่า เอาเข้าจริง ผมเองก็ไม่ได้เดาได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงหรอกครับ แท้จริงแล้วอาจารย์ก็มีคำตอบอยู่ในหัวลึกๆ อยู่แล้วเหมือนกัน ผมได้รางวัลนี้แท้ที่จริงแล้วเพราะคำตอบมันแนวพอที่จะไปโดนใจอาจารย์เสียมากกว่า
สรุปก็คือผมยังอ่านใจอาจารย์ไม่ได้หรอกนะ เสียใจกับตัวเองด้วยแล้วกัน
แต่ถึงอย่างไร จะอ่านออกหรืออ่านไม่ออกก็ไม่ได้มีนัยสำคัญหรือเกิดประโยชน์อันใดขึ้นหรอกครับ เพราะคนส่วนใหญ่เขาก็อ่านใจคนอื่นไม่ออกเช่นกัน แต่ก็อยู่กันอย่างมีความสุขได้
นัยสำคัญจริงๆ น่าจะอยู่ที่ของรางวัลชิ้นดังกล่าวต่างหาก รางวัลชิ้นดังกล่าวเป็นหนังสือของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เท่าที่เปิดอ่านคร่าวๆ นับว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุกและมีประโยชน์มากเลยทีเดียว
ถ้า อ.ธงชัย ได้เข้ามาอ่านบล็อกนี้ ก็เรียนว่า ขอบพระคุณสำหรับรางวัลชิ้นนี้จากใจจริงครับ
สุดท้าย ก็ขอขอบคุณทั้ง อ.ธงชัย และเพื่อนๆ ที่ทำให้งานปาร์ตี้ครั้งนี้เป็นงานที่น่าประทับใจ และกลายเป็นการปิดฉากชีวิตนิสิต ป.ตรี ของผมและใครอีกหลายๆ คนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดจริง
ขอบคุณอีกครั้งครับ
ดังนั้น บล็อกใดๆ ที่ผมเขียนหลังจากวันนี้ ถือเป็นสิ่งที่ตัวผมอยากเขียนเป็นการส่วนตัวแล้วกันนะครับ
ออกจากหอพัก ถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ เวลา 7.00 น. เพื่อไปพบจักษุแพทย์
ติดแหง็กอยู่กับระบบการให้บริการคนไข้จำนวนมหาศาลของทางโรงพยาบาล ต้องขอบคุณระบบดังกล่าว มิฉะนั้นคงจะติดอยู่ในนั้นนานกว่าที่เป็นจริง
ออกจากโรงพยาบาลเวลา 10.00 น. ถึงห้องสัมมนาชั้น 17 เวลา 10.15 น. สวนทางกับ อ.ธงชัย และ อ. ก็ทัก โล่งอกไปครับ ผมยังมาถึงงานปาร์ตี้ไม่สายจนเกินไปนัก ได้เข้าไปรอดูชุดแรกสอบรูบิค
เริ่มจากสอบของเล่นความถนัดมือ ไล่ตั้งแต่ รูบิค ควงปากกา จักกลิง และโยโย่ แม้ว่าความตื่นเต้นจะเล่นงานผมและเพื่อนๆ หลายคนจนเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเอง แต่การโชว์ของเพื่อนๆ แต่ละคนก็ยังคงมีอะไรมาสร้างความฮือฮาได้เสมอ ฮ่าๆๆ
ถ้าให้เลือกคนที่แสดงได้ดีที่สุด และบังคับไม่ให้เลือกหลา ผมคงจะโหวตให้โยโย่ของท่านป๊อปเจไดกระมัง
ส่วนไฮไลต์ประจำวันซึ่งจัดในช่วงบ่าย นั่นคือนำเสนอพรีเซนเตชัน Pecha-Kucha
แม้อรุชจะบอกว่าสไลด์ของผมไม่เกรียน แต่ในความคิดเห็นส่วนตัว มันก็เกรียนได้ที่แล้วนะ ที่ไม่เกรียนน่าจะเป็นวิธีการพูดเสียมากกว่า เพราะตัวผมนำเสนอไม่เก่งเอง เลยแป้กไปทุกมุกที่หยอด ดังนั้นก็ลืมๆ มันไปเสียแล้วกัน (แหะๆ)
สำหรับ Pecha-Kucha ดีเด่นโดยปอ พีเนียนดำ นั้น เบื้องหลังผมกับปอก็มีการซุบซิบกันว่าตอนที่ตนพรีเซนต์ ถ้ายิงมุกอะไรไปก็ช่วยๆ กันขำหน่อยแล้วกัน จะได้มั่นใจ
แต่เอาเข้าจริง ปอพรีเซนต์ได้ฮาสุดๆ ครับ ที่เตี๊ยมๆ กันไว้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้
ส่วนสไลด์ของเพื่อนคนอื่นๆ เท่าที่ได้ฟังก็พบว่าน่าสนใจกันทุกคนครับ มีบางคนที่ผมไม่ได้ฟังเนื่องมาจากวันนี้ค่อนข้างเพลียจากการนอนน้อยและภารกิจที่โรงพยาบาล เลยแอบงีบหลับไปบ้าง ยังไงก็ขอโทษเพื่อนๆ คนที่ผมไม่ได้ตั้งใจฟังมาด้วยแล้วกัน
กิจกรรมสุดท้าย ก็เป็นการมอบรางวัล และก็เป็นประเด็นสำคัญที่นำมาซึ่งชื่อหัวข้อบล็อกดังกล่าว
ผมได้รางวัลเนื่องจากสามารถเดาใจ อ.ธงชัย ได้ใกล้เคียงที่สุด ส่วนที่ว่าผมเดาไปว่าอะไรก็ลองไปค้นดูเองแล้วกันครับ
อยากจะเปิดเผยความจริงบางอย่างว่า ผมแอบเชื่อลึกๆ ว่าตัวผมเองอ่านใจ อ.ธงชัย ได้ ผมจึงพยายามพิสูจน์ความเชื่อนี้ผ่านทางการบ้านชิ้นดังกล่าว
แต่ทว่า เอาเข้าจริง ผมเองก็ไม่ได้เดาได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงหรอกครับ แท้จริงแล้วอาจารย์ก็มีคำตอบอยู่ในหัวลึกๆ อยู่แล้วเหมือนกัน ผมได้รางวัลนี้แท้ที่จริงแล้วเพราะคำตอบมันแนวพอที่จะไปโดนใจอาจารย์เสียมากกว่า
สรุปก็คือผมยังอ่านใจอาจารย์ไม่ได้หรอกนะ เสียใจกับตัวเองด้วยแล้วกัน
แต่ถึงอย่างไร จะอ่านออกหรืออ่านไม่ออกก็ไม่ได้มีนัยสำคัญหรือเกิดประโยชน์อันใดขึ้นหรอกครับ เพราะคนส่วนใหญ่เขาก็อ่านใจคนอื่นไม่ออกเช่นกัน แต่ก็อยู่กันอย่างมีความสุขได้
นัยสำคัญจริงๆ น่าจะอยู่ที่ของรางวัลชิ้นดังกล่าวต่างหาก รางวัลชิ้นดังกล่าวเป็นหนังสือของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เท่าที่เปิดอ่านคร่าวๆ นับว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุกและมีประโยชน์มากเลยทีเดียว
ถ้า อ.ธงชัย ได้เข้ามาอ่านบล็อกนี้ ก็เรียนว่า ขอบพระคุณสำหรับรางวัลชิ้นนี้จากใจจริงครับ
สุดท้าย ก็ขอขอบคุณทั้ง อ.ธงชัย และเพื่อนๆ ที่ทำให้งานปาร์ตี้ครั้งนี้เป็นงานที่น่าประทับใจ และกลายเป็นการปิดฉากชีวิตนิสิต ป.ตรี ของผมและใครอีกหลายๆ คนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดจริง
ขอบคุณอีกครั้งครับ
ป้ายกำกับ:
hack your mind class
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2009
RFC ภาคสอง: ไม่มีใครอ่านบล็อกของเพื่อนๆ เลยหรือ?
วันนี้ช่วงบ่าย ผมและเพื่อนๆ จะมีงานปาร์ตี้วิชา Hack Your Mind กันครับ งานปาร์ตี้นี้ถือว่าเป็นการปิดฉากชีวิตนิสิต ป.ตรี ของผมอย่างสมบูรณ์แบบ
ตลอดสองเทอมที่ผ่านมานี้ ผมลงเรียนทั้งวิชา Innovative Thinking และ Hack Your Mind ด้วยเหตุผลหลักเลย ก็คือ ผมนิยมในตัว อ.ธงชัย
ผมรู้สึกมีความสุขเวลาเรียนกับ อ.ธงชัย มาตั้งแต่วิชา OS และ Computer Network แล้วครับ เรียนแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ concept ของเนื้อหาได้ง่ายกว่าเรียนกับอาจารย์ท่านอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะว่า อ.ธงชัย น่าจะมีเทคนิคบางอย่างในการดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และเทคนิคนั้นใช้ได้กับตัวผมเป็นอย่างดี
ถ้าเข้าใจไม่ผิด รุ่นผมเป็นรุ่นแรกที่ได้รับการบ้านชิ้นหนึ่ง คือ เขียนบล็อก
จำได้ว่าเทอมที่แล้ว อ.ธงชัย บอกว่า ปีก่อนๆ อาจารย์ให้เขียนใส่ MS Word แล้วส่งมาให้อาจารย์อ่าน แต่พอมาถึงปีนี้ อ. เห็นว่าถ้าเขียนมาให้ อ. อ่านเพียงคนเดียว ไม่น่าจะดีเท่าไร ก็เลยเปลี่ยนเป็นให้มาเขียนลงบล็อกเพื่อให้เพื่อนๆ ในคลาสและคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เรียนกับ อ. ได้อ่านกัน
แล้วก็เปิดสองกระทู้นี้ขึ้นมา Creative Blogs สำหรับวิชา Innovative Thinking ในเทอมแรก และ Personal Interest Blogs สำหรับวิชา Hack Your Mind ในเทอมหลัง
เพราะการบ้านชิ้นนี้ ผมจึงได้เขียนบล็อกแบบเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา จนถึงบล็อกนี้ก็เป็นบล็อกลำดับที่ 114 เข้าไปแล้ว
พอจะทราบว่า มีผู้อ่านบล็อกของผมอยู่จำนวนหนึ่ง ทั้งที่อ่านแล้วเข้ามาคอมเมนต์ หรือแอบเข้ามาอ่าน
คนนอกที่เข้ามาอ่านก็มีเช่นกันครับ มีช่วงหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับฟุตบอลไทยอย่างถี่ ก็มีคนจากที่นี่ขอให้ไปร่วมกับสังคมบอลไทย แต่เนื่องจากผมไม่ได้เขียนเรื่องบอลไทยอย่างเดียว จึงได้ขอปลีกตัวออกมา
ที่น่าแปลกใจมีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ในบรรดาผู้อ่านบล็อกที่ผมทราบตัว กลับมีเพียงแค่พีเนียนเขียวเท่านั้นที่ลงเรียนทั้งสองวิชานั้น
ส่วนผู้อ่านคนอื่นๆ กลับเป็นคนที่ไม่ได้เรียนทั้งสองวิชา หรือเรียนแค่ Innovative Thinking เพียงตัวเดียว
พอจะสรุปได้ว่า ผู้ที่เรียนทั้ง Innovative Thinking และ Hack Your Mind นั้น มีจำนวนน้อยมากๆ ที่เขียนของตัวเองแล้วก็จะตามไปอ่านของเพื่อนคนอื่นๆ นอกนั้นเขียนเสร็จก็ไปแล้วไปลับ
สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ คือพวกเราบางคนอาจจะไม่รู้จักเว็บฟีด (เด็กวิดวะคอมไม่รู้จักเว็บฟีด o.O ???)
คิดไปคิดมาแล้ว น่าเสียดายเหมือนกันที่บล็อกที่พวกเราๆ เขียนกัน ผู้อ่านแทนที่จะเป็นพวกเราที่เรียนวิชานี้ กลับเป็นคนอื่นที่ไม่ได้ลงเรียน หรือแม้แต่คนนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับภาควิชา
จริงๆ ปัญหานี้ก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไรอยู่แล้วหรอกครับ เพราะเผลอๆ คนทั่วโลกอ่านบล็อกกันไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ บางทีเราไม่ควรเรียกมันว่า "ปัญหา" และไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขอะไรทั้งสิ้น
แต่ถึงกระนั้น ผมก็เพียงแค่ตั้งข้อสังเกตขึ้นมาเฉยๆ เพราะรู้สึกไม่ดีเท่าใดนักที่วัตถุประสงค์ของการบ้านชิ้นนี้ไม่ได้รับการตอบสนองจากนิสิตของตัวเองได้ดีเท่ากับคนจากภายนอก
แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ 7 มีนาคม 2552 เวลา 2:38 น.
เมื่อก่อนตัวเองก็มีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งล่ะนะ นั่นคือไม่ค่อยเข้ามาตอบคอมเมนต์ที่เพื่อนทิ้งไว้ เพราะคิดว่าเพื่อนน่าจะลืมแหละว่าได้มาทิ้งคอมเมนต์ตอนไหนและบล็อกไหน ดังนั้นหลังจากนี้จะพยายามตอบแล้วกัน โดยจะไม่คิดว่าตอบไปแล้วเพื่อนจะมาเห็นหรือไม่
เพิ่งนึกได้อย่างหนึ่งว่า คาบ Hack Your Mind คาบสุดท้าย อ. เองก็ได้ตั้งสมมติฐานบางอย่างเอาไว้เกี่ยวกับความถนัดในการรับรู้ของนิสิตคลาส Hack Your Mind ว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางใดมากกว่า พบว่าพวกเรามีลักษณะเป็นคนชอบ "อ่าน" น้อยที่สุด
เชื่อว่า อ. คงจะสังเกตเห็นเรื่องนี้มาก่อนที่ผมจะตั้งข้อสังเกตแล้วด้วยซ้ำกระมัง
ตลอดสองเทอมที่ผ่านมานี้ ผมลงเรียนทั้งวิชา Innovative Thinking และ Hack Your Mind ด้วยเหตุผลหลักเลย ก็คือ ผมนิยมในตัว อ.ธงชัย
ผมรู้สึกมีความสุขเวลาเรียนกับ อ.ธงชัย มาตั้งแต่วิชา OS และ Computer Network แล้วครับ เรียนแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ concept ของเนื้อหาได้ง่ายกว่าเรียนกับอาจารย์ท่านอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะว่า อ.ธงชัย น่าจะมีเทคนิคบางอย่างในการดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และเทคนิคนั้นใช้ได้กับตัวผมเป็นอย่างดี
ถ้าเข้าใจไม่ผิด รุ่นผมเป็นรุ่นแรกที่ได้รับการบ้านชิ้นหนึ่ง คือ เขียนบล็อก
จำได้ว่าเทอมที่แล้ว อ.ธงชัย บอกว่า ปีก่อนๆ อาจารย์ให้เขียนใส่ MS Word แล้วส่งมาให้อาจารย์อ่าน แต่พอมาถึงปีนี้ อ. เห็นว่าถ้าเขียนมาให้ อ. อ่านเพียงคนเดียว ไม่น่าจะดีเท่าไร ก็เลยเปลี่ยนเป็นให้มาเขียนลงบล็อกเพื่อให้เพื่อนๆ ในคลาสและคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เรียนกับ อ. ได้อ่านกัน
แล้วก็เปิดสองกระทู้นี้ขึ้นมา Creative Blogs สำหรับวิชา Innovative Thinking ในเทอมแรก และ Personal Interest Blogs สำหรับวิชา Hack Your Mind ในเทอมหลัง
เพราะการบ้านชิ้นนี้ ผมจึงได้เขียนบล็อกแบบเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา จนถึงบล็อกนี้ก็เป็นบล็อกลำดับที่ 114 เข้าไปแล้ว
พอจะทราบว่า มีผู้อ่านบล็อกของผมอยู่จำนวนหนึ่ง ทั้งที่อ่านแล้วเข้ามาคอมเมนต์ หรือแอบเข้ามาอ่าน
คนนอกที่เข้ามาอ่านก็มีเช่นกันครับ มีช่วงหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับฟุตบอลไทยอย่างถี่ ก็มีคนจากที่นี่ขอให้ไปร่วมกับสังคมบอลไทย แต่เนื่องจากผมไม่ได้เขียนเรื่องบอลไทยอย่างเดียว จึงได้ขอปลีกตัวออกมา
ที่น่าแปลกใจมีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ในบรรดาผู้อ่านบล็อกที่ผมทราบตัว กลับมีเพียงแค่พีเนียนเขียวเท่านั้นที่ลงเรียนทั้งสองวิชานั้น
ส่วนผู้อ่านคนอื่นๆ กลับเป็นคนที่ไม่ได้เรียนทั้งสองวิชา หรือเรียนแค่ Innovative Thinking เพียงตัวเดียว
พอจะสรุปได้ว่า ผู้ที่เรียนทั้ง Innovative Thinking และ Hack Your Mind นั้น มีจำนวนน้อยมากๆ ที่เขียนของตัวเองแล้วก็จะตามไปอ่านของเพื่อนคนอื่นๆ นอกนั้นเขียนเสร็จก็ไปแล้วไปลับ
สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ คือพวกเราบางคนอาจจะไม่รู้จักเว็บฟีด (เด็กวิดวะคอมไม่รู้จักเว็บฟีด o.O ???)
คิดไปคิดมาแล้ว น่าเสียดายเหมือนกันที่บล็อกที่พวกเราๆ เขียนกัน ผู้อ่านแทนที่จะเป็นพวกเราที่เรียนวิชานี้ กลับเป็นคนอื่นที่ไม่ได้ลงเรียน หรือแม้แต่คนนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับภาควิชา
จริงๆ ปัญหานี้ก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไรอยู่แล้วหรอกครับ เพราะเผลอๆ คนทั่วโลกอ่านบล็อกกันไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ บางทีเราไม่ควรเรียกมันว่า "ปัญหา" และไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขอะไรทั้งสิ้น
แต่ถึงกระนั้น ผมก็เพียงแค่ตั้งข้อสังเกตขึ้นมาเฉยๆ เพราะรู้สึกไม่ดีเท่าใดนักที่วัตถุประสงค์ของการบ้านชิ้นนี้ไม่ได้รับการตอบสนองจากนิสิตของตัวเองได้ดีเท่ากับคนจากภายนอก
แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ 7 มีนาคม 2552 เวลา 2:38 น.
เมื่อก่อนตัวเองก็มีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งล่ะนะ นั่นคือไม่ค่อยเข้ามาตอบคอมเมนต์ที่เพื่อนทิ้งไว้ เพราะคิดว่าเพื่อนน่าจะลืมแหละว่าได้มาทิ้งคอมเมนต์ตอนไหนและบล็อกไหน ดังนั้นหลังจากนี้จะพยายามตอบแล้วกัน โดยจะไม่คิดว่าตอบไปแล้วเพื่อนจะมาเห็นหรือไม่
เพิ่งนึกได้อย่างหนึ่งว่า คาบ Hack Your Mind คาบสุดท้าย อ. เองก็ได้ตั้งสมมติฐานบางอย่างเอาไว้เกี่ยวกับความถนัดในการรับรู้ของนิสิตคลาส Hack Your Mind ว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางใดมากกว่า พบว่าพวกเรามีลักษณะเป็นคนชอบ "อ่าน" น้อยที่สุด
เชื่อว่า อ. คงจะสังเกตเห็นเรื่องนี้มาก่อนที่ผมจะตั้งข้อสังเกตแล้วด้วยซ้ำกระมัง
ป้ายกำกับ:
hack your mind class
วันพุธที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 2009
เมียหลวง เมียน้อย และสาวๆ รอบกายผม
ผมเป็นชายหนุ่มที่มีครอบครัวแล้ว
ครอบครัวของผมมีสมาชิกเพียง 2 คน คือ ตัวผมเอง และเมียหลวงของผม เธอชื่อว่า น้องซอฟต์
น้องซอฟต์เธอไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ ผมเท่าไรนัก เพื่อนๆ ของผมบอกว่าเธอนิสัยไม่ดี เฉพาะเรื่องธุรกิจ แถมยังแอบเอาไอเดียคนอื่นไปก๊อปอีก
แต่ผมก็ไม่ได้แคร์ เพราะผมถือว่าเธอทำก็เพื่อเลี้ยงครอบครัวของตัวเอง
ในสายตาคนอื่นเธออาจจะเลวร้าย แต่ในสายตาผม เธอคือผู้ที่ผมสามารถพึ่งพิงได้ ตัวผมคงอยู่รอดไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ
แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าผมจะเห็นเธอดีไปเสียทุกด้าน ผมเองก็ไม่ชอบนิสัยบางอย่างของเธอเช่นกัน โดยเฉพาะการทำอะไรบางอย่างไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของชาวบ้านชาวช่องเขา
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีการหาเศษหาเลยเช่นเดียวกับชายอื่นๆ
ผมแอบไปมีเมียน้อยคนหนึ่ง เธอชื่อว่า น้องเพน เธอมีฉายาในกลุ่มเพื่อนๆ ว่า "นกเพนกวิน" แต่ชื่อเพนไม่ได้มาจากฉายาของเธอนะครับ แท้จริงแล้วมันมาจากชื่อจริงของเธอ
น้องเพน เธอเป็นหญิงสาวที่นิสัยดี มีน้ำใจ แบ่งปันผู้อื่นโดยไม่คิดเงินแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ว่าเงินก้อนนั้นๆ จะเป็นเงินบริจาค เธอจึงจะยินดีรับ
ยิ่งไปกว่านั้น เธอเองก็ยินดีที่จะให้ผู้อื่นนำผลงานของเธอไปดัดแปลงต่อได้ โดยมีข้อแม้เพียงแค่ อย่านำเครื่องหมายการค้าของเธอไปใช้ ก็เป็นพอ
แต่น่าเสียดาย แม้น้ำใจเธอจะมากล้น แต่เธอก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แม้ผมเองก็จะแอบปันใจให้เธออยู่หลายครั้ง แต่เธอก็ไม่อาจหยิบยื่นความสะดวกสบายให้ผมได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากความที่เธอไม่ได้รับความนิยมนั่นเอง
ผมเองก็ได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่งผมจะนำเธอเข้ามาอยู่ร่วมบ้าน โดยที่ตัวน้องซอฟต์เองก็ต้องยินยอมด้วย
มีคนหลายคนถามผมว่า ไม่สนใจน้องแอปเปิลบ้างเหรอ
น้องแอปเปิ้ล เธอสวยระดับดาวมหาวิทยาลัย มีชายหนุ่มหลายคนหมายปองจะเป็นเจ้าของตัวเธอ
แต่ ผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับชายหนุ่มเหล่านั้นหรอกครับ เพราะผมมีความเชื่อลึกๆ ว่า ผมกับน้องแอปเปิ้ลไม่น่าจะไปด้วยกันรอด
เธอค่อนข้างฟุ้งเฟ้อเกินกว่าที่ผมจะแบกรับภาระได้ หลายครั้งผมเห็นพวกหนุ่มๆ มักจะพาเธอไปกินอาหารที่ภัตตาคารหรูๆ
หากผมพาเธอไปกินข้าวผัดกะเพราข้างถนน เธอคงไม่ยอมลดตัวลงมากินด้วยเป็นแน่แท้
ด้วยเหตุนี้ ผมก็จะยังคงอยู่ดูแลน้องซอฟต์ต่อไป เพราะเธอยังคงมีความสำคัญต่อตัวผมเสมอ
และก็จะไม่ลืมว่า ผมได้งานทำก็เพราะการช่วยเหลือจุนเจือจากน้องซอฟต์ผู้นี้นี่เอง
แต่... ขอเอาน้องเพนมาอยู่ในบ้านด้วยนะ น้องซอฟต์ ;)
ครอบครัวของผมมีสมาชิกเพียง 2 คน คือ ตัวผมเอง และเมียหลวงของผม เธอชื่อว่า น้องซอฟต์
น้องซอฟต์เธอไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ ผมเท่าไรนัก เพื่อนๆ ของผมบอกว่าเธอนิสัยไม่ดี เฉพาะเรื่องธุรกิจ แถมยังแอบเอาไอเดียคนอื่นไปก๊อปอีก
แต่ผมก็ไม่ได้แคร์ เพราะผมถือว่าเธอทำก็เพื่อเลี้ยงครอบครัวของตัวเอง
ในสายตาคนอื่นเธออาจจะเลวร้าย แต่ในสายตาผม เธอคือผู้ที่ผมสามารถพึ่งพิงได้ ตัวผมคงอยู่รอดไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ
แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าผมจะเห็นเธอดีไปเสียทุกด้าน ผมเองก็ไม่ชอบนิสัยบางอย่างของเธอเช่นกัน โดยเฉพาะการทำอะไรบางอย่างไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของชาวบ้านชาวช่องเขา
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีการหาเศษหาเลยเช่นเดียวกับชายอื่นๆ
ผมแอบไปมีเมียน้อยคนหนึ่ง เธอชื่อว่า น้องเพน เธอมีฉายาในกลุ่มเพื่อนๆ ว่า "นกเพนกวิน" แต่ชื่อเพนไม่ได้มาจากฉายาของเธอนะครับ แท้จริงแล้วมันมาจากชื่อจริงของเธอ
น้องเพน เธอเป็นหญิงสาวที่นิสัยดี มีน้ำใจ แบ่งปันผู้อื่นโดยไม่คิดเงินแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ว่าเงินก้อนนั้นๆ จะเป็นเงินบริจาค เธอจึงจะยินดีรับ
ยิ่งไปกว่านั้น เธอเองก็ยินดีที่จะให้ผู้อื่นนำผลงานของเธอไปดัดแปลงต่อได้ โดยมีข้อแม้เพียงแค่ อย่านำเครื่องหมายการค้าของเธอไปใช้ ก็เป็นพอ
แต่น่าเสียดาย แม้น้ำใจเธอจะมากล้น แต่เธอก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แม้ผมเองก็จะแอบปันใจให้เธออยู่หลายครั้ง แต่เธอก็ไม่อาจหยิบยื่นความสะดวกสบายให้ผมได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากความที่เธอไม่ได้รับความนิยมนั่นเอง
ผมเองก็ได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่งผมจะนำเธอเข้ามาอยู่ร่วมบ้าน โดยที่ตัวน้องซอฟต์เองก็ต้องยินยอมด้วย
มีคนหลายคนถามผมว่า ไม่สนใจน้องแอปเปิลบ้างเหรอ
น้องแอปเปิ้ล เธอสวยระดับดาวมหาวิทยาลัย มีชายหนุ่มหลายคนหมายปองจะเป็นเจ้าของตัวเธอ
แต่ ผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับชายหนุ่มเหล่านั้นหรอกครับ เพราะผมมีความเชื่อลึกๆ ว่า ผมกับน้องแอปเปิ้ลไม่น่าจะไปด้วยกันรอด
เธอค่อนข้างฟุ้งเฟ้อเกินกว่าที่ผมจะแบกรับภาระได้ หลายครั้งผมเห็นพวกหนุ่มๆ มักจะพาเธอไปกินอาหารที่ภัตตาคารหรูๆ
หากผมพาเธอไปกินข้าวผัดกะเพราข้างถนน เธอคงไม่ยอมลดตัวลงมากินด้วยเป็นแน่แท้
ด้วยเหตุนี้ ผมก็จะยังคงอยู่ดูแลน้องซอฟต์ต่อไป เพราะเธอยังคงมีความสำคัญต่อตัวผมเสมอ
และก็จะไม่ลืมว่า ผมได้งานทำก็เพราะการช่วยเหลือจุนเจือจากน้องซอฟต์ผู้นี้นี่เอง
แต่... ขอเอาน้องเพนมาอยู่ในบ้านด้วยนะ น้องซอฟต์ ;)
ป้ายกำกับ:
สัพเพเหระ
วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009
ติดตั้ง X Window, KDE และ Gnome บน FreeBSD
ปัญหาอย่างหนึ่งสำหรับมือใหม่ที่ใช้งาน FreeBSD นั่นคือ การอ่าน User Manual หรือ Documentation
จริงอยู่ว่า แม้ FreeBSD จะเป็น Text Mode ซึ่งสามารถเปิดอ่าน doc ได้เช่นกัน แต่การเปิดอ่านไม่สะดวกเท่าการอ่านบน OS ที่มี GUI
ทางแก้ทางหนึ่ง คือ บู๊ตสลับไปมาระหว่าง FreeBSD กับ OS เช่น Windows แต่วิธีเช่นนั้นไม่สะดวกอย่างมหาศาล
สาเหตุนี้เอง ผมจึงพยายามค้นหาวิธีการติดตั้ง Desktop Manager ยอดนิยมของทางฝั่ง Linux เช่น KDE หรือ Gnome บน FreeBSD เพื่อลดความรำคาญเหล่านี้
จากการค้นๆ ดู พบว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้คำสั่ง pkg_add ซึ่งต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
แต่สำหรับที่นี่ ผมขอเสนอการติดตั้งผ่าน CD/DVD บน FreeBSD 7.1 ด้วยประสบการณ์ตรงของผมเองแล้วกันครับ อาจจะคลาดเคลื่อนไปจากคู่มือที่มีอยู่ใน FreeBSD Handbook สักเล็กน้อย
เริ่มจากการติดตั้ง X Window ก่อนแล้วกันครับ
จริงอยู่ว่า แม้ FreeBSD จะเป็น Text Mode ซึ่งสามารถเปิดอ่าน doc ได้เช่นกัน แต่การเปิดอ่านไม่สะดวกเท่าการอ่านบน OS ที่มี GUI
ทางแก้ทางหนึ่ง คือ บู๊ตสลับไปมาระหว่าง FreeBSD กับ OS เช่น Windows แต่วิธีเช่นนั้นไม่สะดวกอย่างมหาศาล
สาเหตุนี้เอง ผมจึงพยายามค้นหาวิธีการติดตั้ง Desktop Manager ยอดนิยมของทางฝั่ง Linux เช่น KDE หรือ Gnome บน FreeBSD เพื่อลดความรำคาญเหล่านี้
จากการค้นๆ ดู พบว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้คำสั่ง pkg_add ซึ่งต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
แต่สำหรับที่นี่ ผมขอเสนอการติดตั้งผ่าน CD/DVD บน FreeBSD 7.1 ด้วยประสบการณ์ตรงของผมเองแล้วกันครับ อาจจะคลาดเคลื่อนไปจากคู่มือที่มีอยู่ใน FreeBSD Handbook สักเล็กน้อย
เริ่มจากการติดตั้ง X Window ก่อนแล้วกันครับ
- ใส่แผ่น CD/DVD แล้วพิมพ์คำสั่ง sysinstall
- เลือก Configure > Distributions แล้วเลือกแพคเกจใน X Window แล้ว Install
- พิมพ์คำสั่ง # cd /usr/ports/x11/xorg และ # make install clean
- ถ้าคอนโซลแจ้ง error ว่าไม่พบแพคเกจ ให้กลับไปทำข้อ 1-2 เพื่อลงแพคเกจที่มันร้องขอ แต่ถ้ามันแจ้งว่าบางแพคเกจติดตั้งไปเรียบร้อยแล้วหรือไม่แจ้ง error ใดๆ แสดงว่าติดตั้งเรียบร้อยแล้วครับ
- บิลด์ configuration file ด้วยคำสั่ง # Xorg -configure มันจะสร้างไฟล์ไว้ที่ /root/xorg.conf.new
- ทดสอบ configuration file ด้วยคำสั่ง # Xorg -config xorg.conf.new ถ้ามันแสดงพื้นหลังสีดำสลับเทา พร้อมด้วยตัวชี้เมาส์รูปตัว X แสดงว่าทดสอบผ่าน
- เข้าไปแก้ไขไฟล์ /root/xorg.conf.new โดยการเพิ่มตัวแปรดังนี้
Section "Monitor"
Identifier "Monitor0"
VendorName "Monitor Vendor"
ModelName "Monitor Model"
HorizSync 30-107
VertRefresh 48-120
EndSection
Section "Screen"
Identifier "Screen0"
Device "Card0"
Monitor "Monitor0"
DefaultDepth 24
SubSection "Display"
Viewport 0 0
Depth 24
Modes "1024x768"
EndSubSection
EndSection - ทดสอบ configuration file อีกครั้งด้วยคำสั่งเดิม
- ติดตั้ง configuration file ที่แก้ไขเรียบร้อยและทำงานได้ไว้ที่ /etc/X11/xorg.conf ด้วยคำสั่ง # cp xorg.conf.new /etc/X11/xorg.conf
- เรียก X Window ด้วยคำสั่ง startx เท่านี้ก็เรียบร้อย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)